• เรื่องที่ต้องรู้ก่อนจะไปเที่ยวเกาหลี

    แนะนำเรื่องที่ต้องรู้ก่อนจะไปเที่ยวเกาหลี

        ใกล้จะสิ้นปีกันแล้วนะคะ หลาย ๆ คนมีแพลนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศกันแล้ว โดยเฉพาะการไปเที่ยวเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศยอดนิยมที่คนไทยไปกันเยอะที่สุด แต่สำหรับคนที่มีแพลนจะไปเที่ยวเกาหลีเป็นครั้งแรกละก็ ควรจะต้องรู้ข้อมูลสำคัญก่อนที่จะไปเที่ยวเกาหลีค่ะ ซึ่งวันนี้ก็มีข้อมูลดี ๆ มาบอกก่อนที่คุณจะไปเที่ยวเกาหลีค่ะ

    ฤดูกาลในการไปเที่ยวเกาหลี

         ประเทศเกาหลีนั้นต่างจากประเทศไทยค่ะ เพราะว่ามี 4 ฤดูกาล ในช่วงสิ้นปีนั้นจะอยุ่ในช่วงฤดูหนาว นั่นคือเดือน ธันวาคม ถึงเดือน กุมพาพันธ์ โดยจะมีอุหภูมิ -5 ไปจนถึง -20 องศาเลยทีเดียว ฉะนั้นหากจะไปในฤดูหนาว คุณจะต้องเตรียมเรื่องเสื้อผ้าให้พร้อมด้วยนะคะ เพราะว่าจะหนาวมาก และสถานที่เที่ยวเกาหลีนั้นก็ควรที่จะเลือกให้ดี เพราะบางสถานที่ในฤดูร้อนจะเป็นอย่างหนึ่ง ฤดูหนาวจะเป็นอย่างหนึ่ง ฉะนั้นต้องเลือกดูให้ดี ๆ ค่ะ จะได้ไปไม่เสียเที่ยวครับ

    เตรียมพร้อมเรื่องการเงินในการเที่ยวเกาหลี

        ควรที่จะแลกเปลี่ยนเงินตราเอาไว้ให้พร้อมก่อนใช้ค่ะ เพราะการใช้บัตรเครดิตที่เกาหลีนั้นจะใช้ได้ตามร้านอาหารใหญ่ ๆ ห้างสรรพสินค้าในเมืองสำคัญ ๆ และราคาของส่วนใหญ่นั้น จ่ายสดจะถูกกว่าจ่ายผ่านบัตรค่ะ หากว่าคุณเตรียมเงินวอนไปไม่พอ ก็สามารถใช้ตู้ ATM ถอนเงินสดออกมาได้ ซึ่งตู้ ATM จะมีให้บริการแทบจะทุกจุดเลยค่ะ แต่ทางที่ดีนั้น แนะนำให้เตรียมเงินวอนเอาไว้เผื่อฉุกเฉินด้วยจะดีที่สุด

    เตรียมพร้อมเรื่องการเดินทางในการเที่ยวเกาหลี

        การเดินทางในการท่องเที่ยวเกาหลีนั้น ควรใช้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจะสะดวกที่สุดค่ะ ค่าบริการไม่แพง แถมผ่านในจุดสถานที่เที่ยวเกาหลีสำคัญ ๆ หลายแห่งด้วยกัน บริการที่ควรหลีกเลี่ยงคือการนั่งแท็กซี่ค่ะ เพราะว่าค่าโดยสารจะแพงมาก ๆ ไม่คุ้มค่าการเดินทางค่ะ

    www.grandholiday.co.th

  • แนะนำ 3 ที่พักราคาประหยัด เที่ยวญี่ปุ่น

    พาไปแนะนำ 3 ที่พักราคาประหยัด เที่ยวญี่ปุ่น

    การไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นความฝันของใครหลาย ๆ คนเลยค่ะ แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะจัดเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายสูงมากในกลุ่มของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่สำหรับชาวไทยตอนนี้จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะการไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าแล้วค่ะ ดังนั้นวันนี้เลยมีที่พักราคาประหยัดกระเป๋ามาเลือกกันด้วยค่ะ

    1. โตเกียว แบ็คแพ็คเกอร์

    เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น งบน้อยเป็นที่สุด ซึ่งสามารถพักแบบยาว ๆ เป็นสัปดาห์ได้เลยค่ะ ตกคืนละประมาณ 700 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งจะเป็นห้องพักแบบรวมค่ะ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบไม่ว่าจะเป็นเครื่องซักผ้า ห้องครัว ตู้กดน้ำ ลานฟิตเนส ถือว่าเป็นที่พักยอดนิยมของนักเดินทางเลยล่ะค่ะ

    1. ข้าวสารโตเกียว แลบอราทอรี

    เป็นที่พักราคาถูกที่มีสีสันสดใสสไตล์ผู้หญิงมาก ๆ เลยค่ะ เหมาะกับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เป็นกรุ๊ปสาว ๆ มากเลยทีเดียว แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้ง ฟรี Wi-Fi ล็อกเกอร์ ห้องครัว ห้องสังสรรค์  ห้องนอนรวมสะอาดน่านอนค่ะ ตกคืนละ 1100 บาทค่ะ

    1. เจแปน พาเลซ

    เป็นที่พักสุดฮิตอีกที่หนึ่งของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเลยค่ะ แม้ว่าจะเป็นห้องพักแบบรวมแต่ที่นี่มีมุมที่เงียบสงบ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่แพ้ที่อื่นเช่นกันค่ะ แถมอยู่ใกล้สถานีรถไฟมินามิเซนจู สามารถเดินจากที่พักไปยังสถานีเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้นเองค่ะ ที่นี่ค่าห้องพักคืนละ 1000 – 1200 บาทโดยประมาณ

    ที่พักทั้งหมดนี้อยู่ในเมืองโตเกียว ซึ่งเป็นเมืองหลักเดินทางสะดวกค่ะ ใครที่กำลังมองหาที่พักราคาประหยัดตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ลองเลือกดูนะคะ อาจจะต้องจองคิวเล็กน้อย เพราะส่วนใหญ่ห้องพักจะเต็มไวค่ะ

     www.85tour.com

  • มารู้จัก “โสมเกาหลี” ราชาแห่งสมุนไพรกันเถอะ! ตอนที่ 2

    แนะนำให้มารู้จัก “โสมเกาหลี” ราชาแห่งสมุนไพรกันเถอะ! ตอนที่ 2

    ประโยชน์ของโสมเกาหลี

    1. ใช้บำรุงร่างกาย

    ลดความเมื่อยล้า ช่วยให้เซลล์ดูดซึมออกซิเจนได้มากขึ้น ร่างกายจึงเผาผลาญได้ดีขึ้น ช่วยในการปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในสภาพปกติได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อลดน้อยลง ช่วยปรับสมดุลให้อวัยวะภายในทำงานได้ตามปกติ กระตุ้นให้เซลล์สร้างพลังงานเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อีกทั้งยังช่วยให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย

    1. ช่วยชะลอความแก่

    คงความอ่อนเยาว์ ยืดอายุให้ยืนยาว ด้วยขบวนการเผาผลาญไขมันจนก่อให้เกิดพลังงาน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของความแก่ ช่วยยืดอายุเนื้อเยื่อให้เสื่อมช้าลง มีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายและจิตใจมีความทนทานต่อความกดดันมากขึ้น และช่วยให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น ไม่เหี่ยวย่น

    1. มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง

    ช่วยบำรุงระบบประสาทและการทำงานของสมอง ช่วยในการเรียนรู้และรักษาโรคความจำเสื่อม ลดภาวะซึมเศร้าและผ่อนคลายความเครียด บางชนิดมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นและการได้ยินอีกด้วย

    1. สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย, ต่อต้านมะเร็ง

    มีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็ง ลดการแพร่กระจาย ป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ปกติไปเป็นเซลล์มะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกัน สร้างภูมิต้านทาน ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังต่อต้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันบกพร่องอีกด้วย

    1. ลดเบาหวาน, ลดความดัน

    ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ด้วยการกระตุ้นให้ตับอ่อนมีการหลั่งอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น รักษาความดันโลหิตสูง ลดสภาวะเส้นเลือดแข็งตัว และการจับตัวของเกล็ดเลือดในหลอดเลือด

    1. รักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

    ในสมัยก่อนมีความเชื่อกันว่า โสมมีฤทธิ์เป็นยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ แต่จากการวิจัยของแพทย์แผนปัจจุบันพบกว่า โสมไม่ได้มีฤทธิ์ต่อฮอร์โมนเพศโดยตรง แต่การรับประทานโสมมีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายจิตใจดีขึ้น จึงส่งผลไปถึงสมรรถภาพทางเพศที่ดีขึ้นตามลำดับต่างหาก

    ข้อควรระวังในการรับประทานโสมเกาหลี

    1. ผู้ที่มีไข้ตัวร้อน เด็กทารก เด็กเล็ก ผู้ป่วยตับอักเสบ และหญิงมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานโสม
    2. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ควรระมัดระวังในการรับประทานโสม
    3. ไม่ควรรับประทานยาลดน้ำตาลในเลือด, ยาต้านการแข็งตัวของเลือด, ยากระตุ้นหัวใจ, ยาต้านอาการซึมเศร้า, แอสไพริน, วิตามินซีหรือผลไม้ที่มีความเป็นกรดสูง และสุรา พร้อมกับการรับประทานโสม
    4. ฤทธิ์ของโสมจะอยู่ได้นานประมาณ 1-2 เดือน ดังนั้นจึงควรรับประทาน 1 เดือนแล้วเว้นไปสองเดือนค่อยเริ่มรับประทานใหม่ หรือบ่อยกว่านั้นในกรณีที่เป็นผู้ป่วยเรื้อรัง
    5. การรับประทานโสมอาจมีผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น นอนไม่หลับ หงุดหงิด, ซึมเศร้า, ความดันโลหิตสูง, ความดันโลหิตต่ำ, ท้องเดิน, อาหารไม่ย่อย, ประจำเดือนขาด, ผิวหนังบวมมีผื่นคัน, เป็นต้น

    www.grandholiday.co.th

  • มารู้จัก “โสมเกาหลี” ราชาแห่งสมุนไพรกันเถอะ! ตอนที่ 1

    แนะนำให้รู้จัก “โสมเกาหลี” ราชาแห่งสมุนไพรกันเถอะ! ตอนที่ 1

         โสม (Ginseng) เป็นพืชล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีนตอนเหนือ และประเทศเกาหลี มีสรรพคุณในการรักษาโรคและบำรุงร่างกายมนุษย์ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 2,000 ปี จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งสมุนไพรทั้งมวล” ด้วยสรรพคุณทางยาที่มากมายมหาศาลบวกกับความยากลำบากในการเพาะปลูก จึงทำให้โสมมีราคาสูงกว่าพืชสมุนไพรชนิดอื่นๆ หลายเท่าตัวทีเดียวหล่ะค่ะ

           ด้วยราคาค่าตัวที่สูงลิบลิ่ว บวกกับสรรพคุณทางยาที่หาพืชชนิดใดเปรียบ จึงทำให้โสมได้รับความนิยมในการเพาะปลูกมากขึ้นในประเทศต่างๆ ที่มีภูมิประเทศและภูมิอากาศเอื้ออำนวย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น, รัสเซีย, อินเดีย, อเมริกา และแคนาดา เป็นต้น ถึงแม้ว่าโสมจะสามารถเพาะปลูกได้ในหลายประเทศและแบ่งออกเป็นหลายสายพันธุ์ แต่ว่ากันว่าโสมที่มีคุณภาพดีที่สุดนั้นจะมาจากทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายพันธุ์ที่มาจากประเทศเกาหลี หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “โสมเกาหลี” นั่นเองค่ะ โสมเกาหลี มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “โสมคน” เป็นชื่อที่ถูกเรียกตามลักษณะของรากโสมที่ดูคล้ายกันกับมนุษย์ และยิ่งถ้ารากมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์มากขึ้นเท่าไหร่ ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปเท่านั้น โสมเกาหลี ถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังต่อไปนี้

    • โสมขาว (White Ginseng) เป็นโสมที่ได้มาจากการนำรากโสมมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแดดหรืออบให้แห้งในทันที
    • โสมแดง (Red Ginseng) เป็นโสมที่ได้มาจาก การคัดเลือกเฉพาะส่วนที่ดีๆ ของโสมมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปอบด้วยไอน้ำที่มีความร้อนประมาณ 120 – 130 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 – 4 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปอบให้แห้งอีกทีจนกลายเป็นสีน้ำตาลแดงใสค่ะ

       ด้วยกรรมวิถีที่ยุ่งยากกว่าจึงทำให้โสมแดงมีคุณภาพดีและมีราคาแพงกว่าโสมขาว โสมเกาหลี เป็นพืชสมุนไพรที่สามารถรับประทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (โปรดดูข้อควรระวังในการรับประทานเพิ่มเติม) ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร (แต่อาจจะระคายเคืองกระเป๋าสตางค์ได้นะคะ ^^) ซึ่งในรากโสมจะมีสารสำคัญที่ชื่อว่า “จินซีโนไซด์” (Ginsenosides) ที่ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง อยู่ประมาณร้อยละ 1-2 ของน้ำหนัก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และกระบวนการผลิต ซึ่งเจ้าสาร “จินซีโนไซด์” นี้ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเลือกซื้อโสมเพื่อนำมาใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย เพราะในปัจจุบันมีการพบว่าโสมบางยี่ห้อที่นำมาขายกันตามท้องตลาดแทบจะไม่มีสารชนิดนี้หลงเหลืออยู่เลย ดังนั้นก่อนจะซื้อทุกครั้ง ผู้ซื้อควรตรวจสอบในแน่ใจว่าโสมดังกล่าวมีส่วนประกอบของสาร “จินซีโนไซด์” อยู่ด้วยหรือไม่ และถ้าไม่มีควรจะหลีกเลี่ยงไม่ซื้อมารับประทานนะคะ ^^

                ส่วนประโยชน์ของโสมเกาหลีจะมีอะไรบ้าง? และมีข้อควรระวังในการรับประทานไหม? ติดตามอ่านกันได้ในบทความหน้าค่ะ ^^

    www.grandholiday.co.th

  • ปราสาทฮิเมจิ มรดกโลกของประเทศญี่ปุ่น

    สัมผัสปราสาทฮิเมจิ มรดกโลกของประเทศญี่ปุ่น

    ปราสาทฮิเมจิ เป็นหนึ่งในมรดกโลกที่สวยสดงดงามของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ เป็นปราสาทที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์จากการคุกคามของสงครามและภัยธรรมชาติต่างๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมในปี 1993 ค่ะ

    ปราสาทฮิเมจิ เป็นหนึ่งในหลายปราสาทที่มีความงดงามและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากของประเทศญี่ปุ่น ด้วยลักษณะโดยรอบที่มีการทาสีขาว และหอคอยตรงกลางที่ดูสูงจนคล้ายกับนกกระสา จึงได้รับการขนานนามว่า “ปราสาทนกกระสาขาว” หรือชิราซากิ-โจ ในภาษาญี่ปุ่น สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 17 เป็นกลุ่มปราสาทที่ประกอบด้วยอาคารขนาดที่แตกต่างกันถึง 83 อาคาร ปราสาทฮิเมจิ เป็นปราสาทไม้ที่ถูกออกแบบให้มีลักษณะกึ่งปราสาทกึ่งป้อมปราการที่มีค่ายกลต่างๆ มากมายเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก ตัวปราสาทตั้งอยู่บนฐานหินสูง ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสีขาว มีอาวุธยุทโธปกรณ์ในการสู้รบที่ถูกติดตั้งเอาไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ช่องสำหรับใส่ปืนใหญ่ ช่องสำหรับยิงธนู ช่องสำหรับใส่ก้อนหินเพื่อโยนออกมาสังหารศัตรู ทางเดินภายในปราสาทถูกสร้างให้มีความวกวนซับซ้อนจนดูเหมือนกับเขาวงกต ที่ประกอบไปด้วยประตูลับและช่องลับที่เชื่อมโยงกับอาคารแห่งอื่นๆ อีกมากมาย ที่มองแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้ที่ออกแบบเองจะจำช่องทางลับเหล่านี้ทั้งหมดได้หรือไม่ 555+ ภายในกลุ่มปราสาทมีปราสาทประธานที่ตั้งอยู่ตรงกลางที่มีชื่อเรียกว่า เตงชู-กัง ประกอบไปด้วยหอคอยหลักที่สูงที่สุด ชื่อว่า ได-เตงชู มีความสูง 6 ชั้น ภายใต้ฐานเป็นห้องใต้ดิน และยังมีหอคอยบริวารอีก 3 หอคอยโดยรอบ ที่เปรียบเสมือนดั่งยามที่คอยเฝ้าระวังภัยให้อีกด้วย สำหรับการสร้างปราสาทฮิเมจินั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการวางแผนของโชกุนอะกะมัตสึ ซาดะโนริ ในปี ค.ศ. 1346 ที่ต้องการสร้างปราสาทไว้บนภูเขาฮิเมจิ ซึ่งมีการสร้างกำแพงเมืองและคูน้ำล้อมรอบเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1333 จากการวางแผนครั้งนั้น ไปจนถึง ค.ศ. 1580 ตัวปราสาทได้มีการสร้างขึ้นจริงโดยโชกุนโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ และต่อมาในปี ค.ศ. 1681 ภายใต้การควบคุมและเงินสนับสนุนจากโชกุนอิเคดะ เทรุมาสะ ผู้ครอบครองปราสาทคนต่อมา ได้ใช้เวลากว่า 8 ปี ในการขยายปราสาทฮิเมจิให้มีความสวยงามและยิ่งใหญ่กว่าเดิม ดังที่เห็นได้ในปัจจุบันนี้ค่ะ นอกจากนั้นภายในบริเวณโดยรอบของปราสาทปราสาทฮิเมจิยังมีการประดับประดาไปด้วยต้นซากุระที่งดงาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องท่องเที่ยวนิยมมาชมดอกซากุระที่นี่อีกด้วยค่ะ

        สำหรับการเข้าชมปราสาทฮิเมจิในช่วงนี้นั้นจะสามารถชมได้แค่บางส่วนเท่านั้นนะคะ เพราะอยู่ในช่วงของการปรับปรุงปราสาทครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้ชมได้ทุกส่วนภายในปี 2015 ค่ะ อดใจรอกันหน่อยนะคะ ^^

    www.grandholiday.co.th

  • ไปเที่ยวเกาะนามิ เกาะสวรรค์ของคนเกาหลีกันเถอะ!

    แนะนำการไปเที่ยวเกาะนามิ เกาะสวรรค์ของคนเกาหลีกันเถอะ!

            เกาะนามิ ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คู่รักที่นิยมมาใช้เวลาด้วยกันท่ามกลางทัศนียภาพที่สวยงาม และบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติคบนเกาะ ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย อาทิเช่น การปั่นจักรยานรอบเกาะ การเล่นสกีน้ำ พายเรือ เล่นเลื่อนหิมะ ฟังดนตรีสด ฯลฯ เป็นต้น หรือถ้าใครเป็นแฟนตัวยงของ ซีรี่ส์เรื่อง “เพลงรักในสายลมหนาว” อยากจะมาตามรอยสถานที่ถ่ายทำซีรี่ย์เรื่องนี้กันถึงที่นี่ก็ไม่ว่ากันค่ะ รับรองว่าจะได้สัมผัสบรรยากาศฟินๆ ไม่แพ้เวลาจิกหมอนนอนดูซีรี่ส์ที่บ้านแน่นอนค่ะ ^^

            เกาะนามิ เป็นเกาะที่เกิดจากการสร้างเขื่อนซองพยอง ตั้งอยู่ที่เมืองชุนชอน จังหวัดคังวอน ซึ่งห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออกเพียง 63 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ช.ม. มีลักษณะคล้ายรูปใบไม้กำลังลอยน้ำ และมีพื้นที่บนเกาะเพียง 460,000  ตารางเมตร เท่านั้น สำหรับชื่อที่ใช้เรียกเกาะแห่งนี้นั้นเรียกตามชื่อของ “นายพลนามิ” ผู้นำทัพเข้ากวาดล้างการจลาจลที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศได้จนหมดสิ้น และจากเหตุการณ์ครั้งนั้นจึงทำให้ท่านได้รับตำแหน่งสูงด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น ต่อมาไม่นานหลังจากการเปลี่ยนแปลงรัชสมัยใหม่ มีผู้ให้ร้ายว่าท่านก่อกบฎ และถูกตัดสินให้ประหารชีวิต พร้อมกับมารดาและพรรคพวก รวม 25 คน ซึ่งต่อมาภายหลังได้มีการรื้อคดีของนายพลนามิขึ้นมาสอบสวนใหม่และพบว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดนั้นไม่เป็นความจริง ท่านจึงได้รับการคืนบรรดาศักดิ์ดังเดิม ดังนั้นจึงมีการสร้างอนุสรณ์สถานของนายพลนามิ พร้อมทั้งจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของท่านเอาไว้ยังเกาะแห่งนี้ ซึ่งเดิมเคยเป็นบ้านเกิดของท่าน เพื่อเป็นการระลึกถึงท่านนั่นเอง แรกเริ่มเดิมทีนั้นเกาะนามิได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นสนามกอล์ฟ แต่เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้มีเพียงแค่กลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นที่จะสามารถข้ามมาเล่นกอล์ฟที่นี่ได้ ดังนั้นเจ้าของเกาะจึงตัดสินใจเปลี่ยนเกาะนามิให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้ทุกคนมาเยี่ยมชมได้ โดยให้เริ่มมีการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด เพื่อให้เกาะดูสวยงามตามชนิดของต้นไม้ที่สวยงามแตกต่างกันในแต่ละฤดู ซึ่งผลที่ได้ก็คือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่แห่แหนกันมาเยี่ยมชมความงดงามบนเกาะนามิอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษก็คือ ช่วงเดือนตุลาคม จนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีนั่นเองค่ะ

            อีกชื่อเรียกหนึ่งของเกาะนามินั้นก็คือ “Naminara Republic” สาเหตุที่เรียกอย่างนี้ก็เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้ออกไปท่องเที่ยวยังอีกประเทศหนึ่ง โดยมีการเรียกตั๋วเข้าชมเกาะว่าเป็น “วีซ่า” สำหรับเข้าเมือง แถมยังมีด่านตรวจคนเข้าเมืองจำเป็น เอาไว้แสดงเพื่อความสมจริงอีกด้วย เรียกได้ว่าเหมือนเดินทางข้ามประเทศกันจริงๆ เลยนะคะเนี่ย ^^

    www.grandholiday.co.th

  • “เวียดนาม” นครแห่งเสียงแตร

    เที่ยวสัมผัส”เวียดนาม” นครแห่งเสียงแตร

            ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วนะคะว่าพระเอกของเรื่องนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก ประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่าง “ประเทศเวียดนาม” ถึงแม้ว่าจะไม่มีดินแดนส่วนไหนเลยของประเทศเวียดนามที่อยู่ติดกับชายแดนไทย แต่ด้วยมนต์เสน่ห์และความงดงามของภูมิประเทศ รวมไปถึงรสชาดอาหารที่แสนอร่อยของชาวเวียดนาม ที่คนไทยชื่นชอบ และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี  อาทิเช่น แหนมเนือง, เฝอ ฯลฯ เหล่านี้เองที่ทำให้คนไทยหลายๆ คนติดอกติดใจ จนต้องไปเยือนถึงถิ่นเวียดนามกันเลยทีเดียว และแน่นอน! เมื่อคนไทยอย่างเราหลงเข้าไปในถิ่นที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน (มีหรือที่จะไม่เกิดเรื่อง 555+) เป็นเรื่องปกติค่ะ ที่เราจะต้องพบเจอกับเรื่องแปลกๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อนในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดก็สืบเนื่องมาจากความแตกต่างของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่นั่นเองค่ะ และสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยแปลกใจมากเวลาที่ไปเที่ยวเวียดนามก็คือ เสียงแตรรถที่ดังกึกก้องไปจนทั่วทุกสี่แยกนั่นเอง ถ้าใครไปจนถึงเวียดนามแล้วยังไม่ได้ยินเสียงแตรอย่างที่ว่านี้ละก็ แสดงว่ายังมาไม่ถึงเวียดนาม หรือไม่คุณก็นั่งเครื่องบินไปลงผิดประเทศแล้วหล่ะค่ะ 555+ เพราะว่าตลอดทุกสี่แยกของเวียดนาม(โดยเฉพาะเมืองหลวง)นั้น จะเต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์จำนวนมากมายมหาศาลที่กำลังส่งเสียงแตรอย่างดังกึกก้องไปจนทั่วเมือง สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เนื่องมาจากคนเวียดนามใช้รถมอเตอร์ไซต์ เป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง แถมยังมีทักษะในการขับขี่มอเตอร์ไซต์ขั้นเทพ ชนิดที่นักขับมอเตอร์ไซต์ไต่ถังบ้านเรายังอาย 555+ มีกูรูท่านหนึ่งสอนเอาไว้ว่า หากคุณคิดจะข้ามถนนที่เวียดนามนี้ละก็ ให้พยายามมองรถดีๆ แล้วข้ามไปเถิดค่ะ อย่ากลัว คนที่ขับรถเค้าจะคอยหลบโดยการอ้อมไปข้างหลังคุณแทน แต่ข้อควรระวังก็คือ ถ้าข้ามไปแล้วอย่าคิดจะถอยหลัง หรือแสดงอาการยึกยักเป็นอันเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะพลาดจนโดนรถชนได้นะคะ ส่วนพฤติกรรมการบีบแตรรัวๆ ของคนเวียดนามที่คนไทยงงนั้น เค้าบอกมาว่าทำไปเพื่อให้คนที่ขับรถอยู่รอบข้างรู้ว่าเค้าอยู่ตรงไหน และกำลังจะไปทางไหนค่ะ (จะได้ไม่ชนกันนะ) ^^

    มีคำถามที่ถามกันจนกลายเป็นเรื่องตลกเกี่ยวกับคนเวียดนามว่า…”ถ้าหากว่ารถมอเตอร์ไซต์ของคนเวียดนามเกิดเสียขึ้นมา..ระหว่างเบรกแตก…กับแตรเสีย คนเวียดนามจะเลือกซ่อมส่วนไหนก่อน!?” เป็นคำถามขำๆ ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าลองเอาไปถามคนเวียดนามจริงๆ ดูแล้ว เค้าจะตอบว่ายังไง? แล้วสมมุติว่า ถ้าคุณผู้อ่านเป็นคนเวียดนามหล่ะคะ คุณผู้อ่านจะเลือกซ่อมส่วนไหนก่อนดีเอ่ย? ^^

    www.grandholiday.co.th

  • เที่ยวชม 4 สถานที่สำคัญของเมืองอินชอนเจ้าภาพเอเชียนเกมส์

    แนะนำเที่ยวชม 4 สถานที่สำคัญของเมืองอินชอนเจ้าภาพเอเชียนเกมส์

    อินชอน ประเทศเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุด เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศเกาหลีใต้ รองจากโซลและปูซาน ที่นี่ถือเป็นศูนย์กลางการค้าและคมนาคมที่สำคัญของเกาหลีใต้ในปัจจุบัน โดยเมืองอินชอนกำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจนานาชาติและอุตสาหกรรมไฮเท็ค ที่ยิ่งใหญ่ภายในศตวรรษที่ 21 นี้ วันนี้เราขอพาทุกท่านไปเที่ยวชม 4 สถานที่สำคัญ ของเมืองอินชอน เมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความทันสมัยผสมผสานกันอย่างลงตัว

    1. สะพานอินชอน (Incheon Bridge)

    สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแห่งใหม่ของเมืองอินชอน ที่เชื่อมระหว่างตัวเมืองอินชอนกับเกาะ Yeongjong สะพานแห่งนี้เพิ่งเปิดใช้ในปี 2009 ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองอินชอนไปอย่างไม่ต้องสงสัย โดยสะพานแห่งนี้จัดเป็นสะพานขึงเคเบิ้ลที่มีความยาวมากที่สุดในเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของเมืองนี้ โดยจุดประสงค์หลักของสะพานคือการย่นระยะเวลาเดินทางจากย่านชองโดถึงสนามบินนานาชาติอินชอน โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง

    1. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สงครามเกาหลี (Incheon Landing Operation Memorial Hall)

    พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตซองโก (Songdo) เมืองอินชอน จัดสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงเสรีภาพของเกาหลีใต้หลังสงครามเกาหลีปี 1950 ซึ่งมีทหารทั้งเกาหลีใต้ร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติรวมแล้วกว่า 70,000 นาย เรือรบกว่า 260 ลำ ร่วมกันต่อสู้และขับไล่กองทัพของเกาหลีเหนือจนล่าถอยไปในที่สุด ปฎิบัติการครั้งนั้นทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมากมายของทั้งสองฝ่าย จนเป็นที่มีของการสร้างพิพิธภัณฑ์นี้เพื่อรำลึกถึงเหล่าผู้กล้าในสงครามเกาหลีที่ได้เสียชีวิต

    1. บ้านฟูลเฮ้าส์ (Full House)

    เรียกได้ว่าโด่งดังในหลายประเทศสำหรับสถานที่ถ่ายทำซีรี่ย์เกาหลีเรื่องนี้ จนทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาตามรอยละคร หนัง หรือศิลปินมากที่สุด อย่างเรื่องฟูลเฮ้าส์ ที่ได้นักร้องไอดอลชื่อดังอย่างเรน และนักแสดงสาวอย่างซองเฮเคียวมาแสดงร่วมกัน ก็ทำให้บ้านซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำเรื่องนี้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำเงินอีกแห่งของเมืองอินชอน และกลายเป็นสัญลักษณ์ไปโดยไม่รู้ตัว โดยบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในเขตชินโด ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งของอินชอน ต้องต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามไปยังเกาะ

    1. สนามกีฬามูนฮัก (Incheon Munhuk Stadium)

    สนามกีฬาเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ของเมืองอินชอน โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และแสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีวิศวกรรมของเมืองอินชอนแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002 ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น และใช้เป็นสนามหลักการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินชอนเป็นเจ้าภาพ โดยสนามแห่งนี้มีความจุทั้งหมด 49,084 เริ่มเปิดใช้บริการมาตั้งแต่ปี 2002

  • 5 สถานที่ท่องเที่ยว ที่จะทำให้คุณหลงรักลักเซมเบิร์ก

    5 สถานที่ท่องเที่ยว ที่จะทำให้คุณหลงรักลักเซมเบิร์ก

    ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg) ประเทศเล็กๆที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ไม่มีทางออกสู่ทะเล ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป มีพรมแดนด้านตะวันออกติดกับประเทศเยอรมนี ด้านใต้ติดกับ ฝรั่งเศส และด้านตะวันตกติดกับเบลเยียม น้อยคนนักที่จะรู้ว่าประเทศแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาย้อนหลังมากกว่า 1,000 ปี เป็นประเทศที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของยุโรป วันนี้เราจะพาทุกท่านไปเที่ยว 5 สถานที่สำคัญ ที่จะทำให้คุณต้องหลงรักประเทศลักเซมเบิร์ก

    1. ปราสาท Château de Vianden

    ปราสาทเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่เมืองเวียนเดน บนเนินยอดเขา ด้วยอัตลักษณ์พิเศษโครงสร้างดั้งเดิมออกแบบให้มีประตูเหล็ก ราวห้องโถงและทางเดินยังเต็มไปด้วยอาวุธและชุดเกราะต่างๆมากมาย ห้องต่างๆกว่า  10 ห้อง คาดว่าสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 ปราสาทแห่งนี้มิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซียก็เคยมาที่นี่ด้วย ปัจจุบันที่นี่กลายสภาพเป็นห้องจัดนิทรรศการสมัยใหม่ที่ใหญ่โต และมักจะมีดนตรีแจ๊สมาจัดแสดงบ่อยๆ

    1. โบสถ์ Notre-Dame

    โบสถ์ของผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นโบสถ์สำหรับชาวคริสต์นิกายเยซูอิต เป็นโบสถ์เกพียงแห่งเดียวในของกรุงลักเซมเบิร์กในปี 1613 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค แต่ก็ยังมีการผสมผสานศิลปะอื่นๆเช่นเรเนซองส์ไว้ด้วย ศตวรรษที่ 18 คริสตจักรได้ยกระดับให้โบสถ์นี้เป็นโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ โดยสมเด็จพระสันตะปาปา  Pius IX ได้ตั้งชื่อให้โบสถ์นี้ว่า Notre-Dame

    1. พระราชวังแกรนด์ ดูคอล (Grand Ducal Palace)

    พระราชวังที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเมืองลักเซมเบิร์ก เฉียงมาทางทิศใต้ จัดเป็นที่พำนักของแกรนด์ดยุค และดัชเชส แห่งลักเซมเบิร์ก (Grand Duke of Luxemburg) นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่ปฎิบัติราชกรณียกิจในฐานะประมุขแห่งรัฐ และเป็นสถานที่รองรับสำหรับแขกจากต่างประเทศ การตกแต่งภายในพระราชวังเป็นแบบโกธิคผสมผสาน ในช่วงฤดูร้อนทางพระราชวังจะมีการเปิดให้ทัวร์เข้าชม จัดแสดงส่วนต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์เรื่องราวของราชวงศ์ จัดแสดงส่วนจิตรกรรมภายในต่างๆของวัง ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมได้อย่างจำกัดกรุ๊ปทัวร์ละ 40 คนเท่านั้น

    1. ย่านเมืองแกรนด์ รู (Grand Rue)

    เป็นย่านใจกลางเมืองที่สำคัญในลักเซมเบิร์ก ที่ย่านนี้จัดเป็นแหล่งช็อปปิ้งซื้อขายของที่ระลึกและของฝากมากมาย มีลักษณะเป็นตรอกซอกซอยหลากหลายท่ามกลางตึกอาคารที่เรียงรายเต็มไปหมด เป็นอีกหนึ่งย่านที่มีนักท่องเที่ยวมารวมกันเป็นจำนวนมาก เพราะเต็มไปด้วยร้านอาหารมากมาย

    1. พิพิธภัณฑ์มูแดม (Mudam)

    เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งใหม่ในลักเซมเบิร์ก เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2006 จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชาวลักเซมเบิร์ก ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะสมัยใหม่มากมาย อาทิ แฟชั่น. ภาพถ่าย และมัลติมีเดีย ตัวอาคารออกแบบโดย I M Pei สถาปนิกได้รับแรงบันดาลใจมาจากพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ในประเทศฝรั่งเศส

    www.grandholiday.co.th

  • 5 เมืองยุโรป สำหรับคนชอบปั่นจักรยานเที่ยว

    แนะนำ 5 เมืองในยุโรป สำหรับคนชอบปั่นจักรยานเที่ยว

    ว่ากันว่าในเมืองที่เจริญแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกการคมนาคมแบบขนส่งมวลชนมากกว่าพาหนะส่วนบุคคล ซึ่งในประเทศเหล่านี้พาหนะส่วนบุคคลที่ประชาชนนิยมใช้มากที่สุดไม่ใช่รถยนต์ แต่เป็นรถจักรยาน โดยเฉพาะในยุโรป ที่เราจะเห็นผู้คนตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนแก่ปั่นจักรยานกันทั้งเมือง และนี่คือเรื่องราวของ 5 เมืองในยุโรป สำหรับคนชอบปั่นจักรยานเที่ยว

    1. อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ จากผลสำรวจพบว่ากว่า 40% ของคนในเมืองนี้ พาหนะส่วนบุคคลหลักที่ประชาชนใช้กันมากที่สุดก็คือจักรยาน เรียกว่าปั่นกันทุกเพศทุกวัย แถมมีบริการให้เช่าจักรยานกันอย่างแพร่หลายในเมืองนี้ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายและไม่ปลอดภัย เพราะการปั่นจักรยานคือวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของเมืองนี้ไปแล้ว
    2. โคเปนเฮเก้น (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก ที่เมืองนี้ไม่ว่าคุณจะเดินไปส่วนไหน คุณจะเห็นผู้คนที่ใช้ชีวิตกันแบบเนิบๆช้าๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร จิบกาแฟน้ำชาและนั่งพักผ่อนกันแบบสบายๆ ผู้คนมีสีหน้าไม่เครียด ผลสำรวจพบว่าประชากรกว่า 32% ใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก ทั้งปั่นไปเรียน ปั่นไปทำงาน มีบริการเช่าจักรยานฟรี รวมถึงทางปั่นสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ
    3. บาร์เซโลน่า (Barcelona) ประเทศสเปน เมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของคาบสมุทรไอบีเรีย ถือเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่เมืองบาร์เซโลนามีทางรถจักรยานที่เรียกว่า “อะ กรีน ริง” หรือวงแหวนเขียว อยู่รอบใจกลางเมือง มีสถานีให้เช่ารถจักรยานกระจายอยู่ถึง 100 แห่ง รอบเมือง เมื่อคุณปั่นจักรยานชมเมืองเสร็จแล้วสามารถนำจักรยานไปคืนที่สถานีไหนก็ได้ สะดวกสบายมากๆ
    4. บาเซิล (Basel) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บาเซิลเป็นเมืองพรมแดนมีอาณาเขตติดต่อ 3 ประเทศได้แก่สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนีและฝรั่งเศส มีผู้คนทั้ง 3 เชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกันในเมืองนี้ บาเซิลยังเป็นเมืองที่ใส่ใจประชาชนถึงขั้นออกแบบถนนเป็นพิเศษเพื่อรองรับการใช้จักรยานรวมถึงทางสำหรับคนถนัดซ้ายด้วย แถมกิจการให้เช่าจักรยานก็มีอยู่มากมาย รวมทั้งที่จอดรถจักรยานก็มีอย่างเหลือเฟือ นักท่องเที่ยวจึงสะดวกสบายกับการปั่นจักรยานชมเมืองได้อย่างมั่นใจ
    5. สต็อกโฮล์ม (Stockholm) ประเทศสวีเดน ผู้คนที่สวีเดนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่รักษ์สิ่งแวดล้อม เมืองสต็อกโฮล์มเป็นนครหลวงอันงดงามในสแกนดิเนเวีย ถูกโอบล้อมด้วยทะเลบอลติก สต็อกโฮล์มเป็นเมืองที่สามารถชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนได้ มีสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่สวยงาม วิวธรรมชาติที่ยังคงใสสะอาด ไปจนถึงแหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหารอร่อย ที่เมืองนี้เองก็เป็นอีกเมืองที่มีทางรถจักรยาน และมีบริการเช่ารถจักรยานมากมาย ทั้งหมดนี้เหมาะแก่การปั่นจักรยานเที่ยวแบบชิลๆ สบายๆอย่างยิ่ง

    www.grandholiday.co.th

Posts navigation